แชทตรง
กับเจ้าหน้าที่
คลิ๊กเลย
X
อบต.กกทอง
อ.เมือง จ.เลย
“ อปท. ที่บริหารจัดการ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน “
วิสัยทัศนองค์การบริหารส่วนตำบลกกทอง
ข้อมูลสภาพทั่วไป

ข้อมูลสภาพทั่วไป

๑.สภาพพื้นที่และอาณาเขตติดต่อ

๑.๑ ที่ตั้งตำบลกกทองตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของอำเภอเมืองเลย ระยะทางห่างจากอำเภอประมาณ  ๒๔  กิโลเมตร  มีพื้นที่รวม  ๖๔  ตารางกิโลเมตร  มีอาณาเขตติดต่อกับพื้นที่ต่างๆ  ดังนี้
-ทิศเหนือ  มีอาณาเขตติดต่อกับบ้านกอไผ่โทน  หมู่ที่  ๙  ตำบลกกดู่  อำเภอเมือง จังหวัดเลย
-ทิศใต้      มีอาณาเขตติดต่อกับบ้านโพนป่าแดง  หมู่ที่  ๓  ตำบลเสี้ยว อำเภอเมือง จังหวัดเลย
-ทิศตะวันออก    มีอาณาเขตติดต่อกับบ้านโป่งเบี้ย หมู่ที่  ๓  ตำบลน้ำหมาน อำเภอเมือง  จังหวัดเลย
-ทิศตะวันตก   มีอาณาเขตติดต่อกับ ตำบลสานตม  อำเภอภูเรือ และตำบลโคกใหญ่ อำเภอท่าลี่  จังหวัดเลย
๑.๒ เนื้อที่ตำบลกกทองมีเนื้อที่โดยประมาณ ๖๔  ตารางกิโลเมตร 
๑.๓ ภูมิประเทศ   พื้นที่ตำบลกกทองมีสภาพทั่วไปประกอบด้วยภูเขามีที่ราบสูง  ที่ลาดเชิงเขา  สลับกับที่ราบลุ่มซึ่งปรับเป็นพื้นที่ทางเกษตร  ทำไร่  ทำสวน  ทำนา  พื้นที่เป็นภูเขาโดยส่วนใหญ่  ตำบลกกทองมีลำน้ำไหลผ่านอยู่  ๑  ลำน้ำคือลำน้ำหมาน  พื้นที่ทั่วไปส่วนมากเป็นป่าสงวนแห่งชาติราษฎรไม่มีเอกสารสิทธ์ทำกิน 
๑.๔ ลักษณะภูมิอากาศ   ลักษณะภูมิอากาศเป็นแบบมรสุมมี  ๓  ฤดู  คือ
-ฤดูร้อน           อยู่ช่วงระหว่างเดือน       กุมภาพันธ์ –  เมษายน 
-ฤดูฝน             อยู่ช่วงระหว่างเดือน       พฤษภาคม –กันยายน
-ฤดูหนาว         อยู่ช่วงระหว่างเดือน       ตุลาคม– มกราคม 
๑.๕ จำนวนหมู่บ้านทั้งหมด  ๕  หมู่บ้าน
จำนวนหมู่บ้านในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลกกทองเต็มพื้นที่  ทั้งหมด  ๕  หมู่บ้าน  ได้แก่
    หมู่  ๑  บ้านห้วยกระทิง            ระยะห่างจากอำเภอประมาณ  ๑๘  กิโลเมตร
    หมู่  ๒  บ้านห้วยฮ่อม               ระยะห่างจากอำเภอประมาณ  ๒๒  กิโลเมตร
    หมู่  ๓  บ้านกกทอง                 ระยะห่างจากอำเภอประมาณ  ๒๔  กิโลเมตร
    หมู่  ๔  บ้านกกทอง                 ระยะห่างจากอำเภอประมาณ  ๒๕  กิโลเมตร
     หมู่  ๕  บ้านสวนกล้วย              ระยะห่างจากอำเภอประมาณ  ๒๘  กิโลเมตร
๑.๖ ประชากร  ประชากรในตำบลกกทองมีจำนวน   ๖๙๘ ครัวเรือน  มีประชากรทั้งหมด  ๒,๗๔๘  คน
-แยกเป็นชาย               ๑,๓๖๔  คน
-แยกเป็นหญิง             ๑,๓๘๔  คน
หมายเหตุ  จำนวนบ้านและประชากรตามประกาศสำนักทะเบียนกลางกรมการปกครอง  ณ เดือนสิงหาคม  ๒๕๕๙
มีความหนาแน่นเฉลี่ย  ๓๕  คน/ตารางกิโลเมตร  
๑.๗ สถานที่ราชการในเขตตำบล
-ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล   ๑  แห่ง
-ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กประจำตำบล   ๑   แห่ง
-โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล  ๑   แห่ง
-โรงเรียนระดับประถมศึกษา  ๑     แห่ง
-โรงเรียนขยายโอกาส    ๒     แห่ง
-ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยประจำตำบล      ๑     แห่ง
-หน่วยป้องกันรักษาป่าที่  ลย. ที่๘ (ห้วยกระทิง)   ๑     แห่ง
-วนอุทยานหริรักษ์       ๑     แห่ง
๑.๘ สถาบันและองค์กรทางศาสนาในเขตตำบล
-บ้านห้วยกระทิง  หมู่ที่  ๑   วัดโพนสว่างและวัดอรัญญวาสี
-บ้านห้วยฮ่อม   หมู่ที่  ๒      วัดป่าห้วยฮ่อม
-บ้านกกทอง     หมู่ที่  ๓      วัดศรีชมพูและวัดป่าบ้านกกทอง
-บ้านกกทอง    หมู่ที่  ๔    วัดสุวรรณาราม
-บ้านสวนกล้วย  หมู่ที่  ๕   วัดป่าบ้านสวนกล้วย

๒.ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่

-ทรัพยากรดิน   สามารถแบ่งลักษณะของดินเป็นกลุ่มๆ  ได้ดังนี้
กลุ่มดินไร่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มดินตื้นอยู่ในพื้นที่ลาดเชิงเขา
กลุ่มดินคละ เป็นกลุ่มดินไร่คละกับดินนา
กลุ่มดินนา เป็นกลุ่มดินริมฝั่งน้ำอยู่บริเวณเขตลุ่มน้ำ เขตอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ  ส่วนใหญ่อยู่เขตภูเขาเป็นกลุ่มดินไร่
-ทรัพยากรน้ำ  ตำบลกกทองมีลำน้ำที่สำคัญ  คือ  ห้วยน้ำหมานและมีแหล่งน้ำอื่น เช่น  ฝาย  สระ  หนอง  บึง  บ่อบาดาล  กระจายอยู่ทั่วไป  ซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์และแก้ไขภาวการณ์ขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งได้
-ทรัพยากรป่าไม้  พื้นที่ป่าไม้ของตำบลมีกระจายอยู่ทั่วไป  โดยส่วนมากจะเป็นป่าสงวนแห่งชาติป่าโคกภูเหล็ก และอยู่ใน           เขตวนอุทยานหริรักษ์ มีป่า  ๒  ประเภท คือ ป่าประเภทไม่ผลัดใบ เช่น ป่าดิบแล้งและป่าประเภทผลัดใบ เช่น                   ป่าเบญจพรรณป่าบริเวณหุบเขาและลำห้วยมีความชุ่มชื้นจะมีป่าดิบชื้น พันธุ์ไม้ที่พบได้แก่ กระบกประดู่ แดง มะค่าโมง ตะแบก เป็นต้น ไม้พื้นล่างได้แก่ ไผ่ซาง ไผ่ไร่ ไผ่รวก  ไผ่ข้าวหลาม
 

๓.  กลุ่มอาชีพภายในตำบลกกทอง

๓.๑  ด้านเกษตรกรรม  อาชีพส่วนใหญ่ของคนในตำบลส่วนมากทำไร่    พืชที่ปลูกได้แก่  มันสำประหลัง ถั่วเหลือง  ข้าวโพด  กล้วย  ยางพารา  เป็นต้น  ส่วนการทำนามีน้อยเนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาทำได้เฉพาะบริเวณร่องเขา และที่ราบลุ่มแม่น้ำมันสำประหลังยางพารา
๓.๒  ด้านหัตถกรรมจะมีการจักสานจากไม้ไผ่  เช่น  ทำกล่องข้าวหรือกระติบข้าว  กระโดง  กระบุง  หวด  ข้อง  ไซกระสุ่ม  เปลนอนของ
 

๔.  ประเพณีท้องถิ่นตำบลกกทอง

๔.๑ ประเพณี ฮีต 12  คลอง  14  ชาวตำบลกกทอง  นับถือศาสนาพุทธเป็นส่วนใหญ่  มีค่านิยมและความเชื่อ  การรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  แต่มีบางประเพณีไม่ได้ รับการสืบทอดต่อจากคนรุ่นหลัง  การปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณี ฮีต 12  คลอง  14    มีดังนี้เดือนอ้าย( เดือนเจียง ) – บุญเข้ากรรม
    บุญเข้ากรรมเป็นกิจกรรมของสงฆ์ เมื่อถึง

เดือนอ้ายพระสงฆ์จะต้องเข้ากรรม ซึ่งเป็น พิธีที่เรียกว่า  “เข้าปริวาสกรรม”โดยให้พระภิกษุผู้ต้องอาบัติ (กระทำผิด) ได้สารภาพต่อหน้าคณะสงฆ์ เพื่อเป็นการฝึกจิตสำนึกถึงความบกพร่องของตนเอง และมุ่งประพฤติตนให้ถูกต้องตามพระวินัยพิธีเข้าปริวาสกรรมจะเป็นข้างขึ้นหรือข้างแรมก็ได้ โดยกำหนดไว้ 9 ราตรี พระภิกษุสงฆ์ที่ต้องการเข้าปริวาสกรรมต้องไปพักอยู่ในสถานที่สงบ ไม่มีผู้คนพลุกพล่าน (อาจจะเป็นบริเวณวัดก็ได้ โดยมีกุฏิชั่วคราวเป็นหลังๆ) พระภิกษุสงฆ์ที่เข้าปริวาสกรรมคราวหนึ่งๆ จะมีจำนวนเท่าใดก็ได้แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่าตนเองจะเข้ากรรม และเมื่อถึงเวลาออกกรรมจะมีพระสงฆ์  20รูปมารับออกกรรม พิธีทำบุญเข้ากรรมหรือเข้าปริวาสกรรมของพระภิกษุสงฆ์นี้ไม่ถือว่าเป็นการล้างบาป แต่จะถือว่าเป็นการปวารณาตนว่าจะไม่กระทำผิดอีก ส่วนกิจกรรมของชาวพุทธศาสนิกชนในบุญเข้ากรรมนี้ คือการหาข้าวของเครื่องอุปโภคบริโภคถวายพระ ซึ่งถือว่าจะได้บุญมากกว่าการทำบุญตักบาตรทั่วไป
หมายเหตุ : ปัจจุบันประเพณีนี้ไม่มีการปฏิบัติแล้ว  
 

เดือนยี่ - บุญคูณลาน
การทำบุญคูณลานจะทำกันเมื่อได้เก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ชาวบ้านที่มีอาชีพทำนาเห็นความสำคัญของข้าวเป็นอย่างมากในพิธีนี้จะมีการนิมนต์พระสงฆ์ไปเทศน์ที่ลานนวดข้าว(ลานนวดข้าวของชาวนาในสมัยก่อนมักจะทำขึ้นในลานข้างบ้านหรือข้างทุ่งนาและมักจะใช้มูลของควายมาลาดพื้นแล้วตากให้แห้งจะได้พื้นที่เรียบ) มีการทำบุญตักบาตรเลี้ยงพระประพรมน้ำพระพุทธมนต์แก่ชาวบ้าน ลานนวดข้าว ที่นา ต้นข้าว และบริเวณใกล้ลานนวดข้าว ถือว่าเป็นสิริมงคลแก่การเกษตรกรรม ทำให้ข้าวในนาอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเชื่อว่า เจ้าของจะอยู่เย็นเป็นสุข ฝนจะตกต้องตามฤดูกาล ข้าวกล้าจะงอกงามและได้ผลดีในปีต่อไป เมื่อเสร็จพิธีทำบุญคูณลานแล้วชาวบ้านจึงจะขนข้าวใส่ยุ้ง และเชิญขวัญข้าวคือ พระแม่โพสพไปยังยุ้งข้าวและทำพิธีสู่ขวัญข้าวสู่ขวัญเล้าข้าว(ฉางข้าว) เพื่อเป็นสิริมงคลต่อไป ประเพณีนี้ปัจจุบัน หาดูไม่ได้แล้ว เพราะชาวบ้านได้ทำนากันน้อยลง และนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ เช่นการใช้เครื่องนวดข้าวแทนการนวดด้วยมือหรือใช้สัตว์นวด (ทำให้ไม่ต้องมีลานนวดข้าว)
หมายเหตุ : ปัจจุบันประเพณีนี้ไม่มีการปฏิบัติแล้ว

เดือนสาม-บุญข้าวจี่
บุญข้าวจี่เป็นการทำบุญในช่วงเทศกาลวันมาฆบูชา ชาวบ้านจะมาร่วมกันทำบุญตักบาตรในตอนเช้า ตอนค่ำจะมีการเวียนเทียนรอบพระอุโบสถ ซึ่งการทำบุญข้าวจี่นี้ชาวบ้านอาจจะไปรวมกันที่วัด หรือต่างคนต่างจัดเตรียมข้าวจี่ไปเองแล้วนำไปถวายพระภิกษุสามเณรที่วัด มีการไหว้พระรับศีล พระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์และตักบาตรด้วยข้าวจี่ แล้วยกไปถวายพร้อมภัตตาหารอื่นๆ เมื่อพระฉันเสร็จแล้วมีการฟังเทศน์ฉลองข้าวจี่และรับพร ซึ่งมูลเหตุที่มีการทำบุญข้าวจี่ เนื่องมาจากสมัยพุทธกาลมีนางทาสชื่อปุณณทาสีได้นำแป้งข้าวจี่ (แป้งทำขนมจีน) ไปถวายพระพุทธเจ้า แต่จิตใจของนางก็คิดว่าขนมแป้งข้าวจี่เป็นเพียงขนมของทาสที่ต่ำต้อย พระพุทธองค์คงไม่ฉัน ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงหยั่งรู้จิตใจของนาง จึงทรงฉันแป้งข้าวจี่ต่อหน้านาง ทำให้นางเกิดความปีติดีใจชาวบ้านจึงได้แบบอย่างในการทำแป้งข้าวจี่นี้และพากันทำบุญข้าวจี่ถวายพระมาโดยตลอด โดยเฉพาะในช่วงเดือนสามจะมีการทำข้าวจี่ถวายพระมาจวบจนปัจจุบัน(การทำข้าวจี่ของชาวบ้านในช่วงเดือน 3นั้นเป็นช่วงที่อากาศหนาวเย็น ดังนั้นการจี่ข้าวในช่วงนี้ชาวบ้านได้รับไออุ่นจากการนั่งล้อมวงกันจี่ข้าว) การทำข้าวจี่ของชาวบ้านตำบลกกทองนั้นปัจจุบันส่วนใหญ่จะใช้ข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้วมาปั้นเป็นก้อน แล้วนำไปย่างบนไฟอ่อนๆบางคนอาจใช้ไข่เหลืองทาเพื่อให้มีสีที่น่ารับประทาน หรือใส่น้ำอ้อยที่ไส้ข้าวจี่ คำว่า  จี่ หมายถึง ปิ้งหรือย่าง
หมายเหตุ: ปัจจุบันประเพณีนี้ยังปฏิบัติกันอยู่

เดือนสี่-บุญผะเหวด
(บุญพระเวสสันดรหรือบุญมหาชาติ) คำว่าผะเหวด เป็นสำเนียงของชาวอีสาน ที่มาแผลงมาจากคำว่า พระเวส ซึ่งหมายถึง พระเวสสันดร การทำบุญผะเหวด เป็นการทำบุญและฟังเทศน์เรื่องพระเวสสันดรชาดกหรือเทศน์มหาชาติซึ่งมีจำนวน 13กัณฑ์ ทั้งนี้เพี่อเป็นการรำลึกถึงพระเวสสันดรผู้ซึ่งบำเพ็ญเพียรอันยิ่งใหญ่ด้วยวิธีบริจาคทานหรือทานบารมีในชาติสุดท้าย หรือมหาชาติของพระพุทธองค์ก่อนที่จะมาเสวยชาติและตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า  งานบุญผะเหวดเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ของชาวบ้านนิยมทำกันทุกหมู่บ้าน ด้วยความเชื่อว่าหากได้ฟังเทศน์มหาชาติครบทั้ง 13กัณฑ์จบภายในวันเดียวนั้น อานิสงค์จะดลบันดาลให้ไปเกิดในศาสนาของพระศรีอาริยเมตไตรย ซึ่งเป็นดินแดนแห่งความสุขตามพุทธคติ  ภายในงานจะมีขบวนแห่พระเวสสันดรหลายขบวน
หมายเหตุ : ปัจจุบันประเพณีนี้ไม่มีการปฏิบัติแล้ว

เดือนห้า-บุญสงกรานต์
เป็นการทำบุญวันขึ้นปีใหม่ของไทยแต่โบราณ นิยมทำในเดือนห้าเริ่มตั้งแต่วันที่ 13 ถึงวันที่ 15 เมษายน     คำว่า“สงกรานต์”เป็นคำสันกฤต แปลว่า ผ่านหรือเคลื่อนย้ายเข้าไปในที่นี้หมายถึงพระอาทิตย์ที่ผ่าน หรือเคลื่อนย้ายเข้าไปในจักรราศีหนึ่งเป็นเดือนที่เริ่มต้นปีใหม่ การทำบุญสงกรานต์จะมีพิธีสรงน้ำพระพุทธรูป พระสงฆ์ ผู้ใหญ่ ผู้เฒ่า   ผู้แก่รวมทั้งจะมีการทำพิธีบายศรีสู่ขวัญพระพุทธรูปและพระสงฆ์ ตามละแวกหมู่บ้านต่างๆ นอกจากนี้ชาวบ้านในตำบลกกทองจะทำบุญตักบาตรก่อพระเจดีย์ทราย และมีการละเล่นสาดน้ำกันอย่างสนุกสนานตลอดทั้ง 3 วัน และบางหมู่บ้านจะมีการแห่พระพุทธรูปไปรอบๆหมู่บ้านเพื่อให้ชาวบ้านได้สรงน้ำกันอย่างทั่วถึง  ชาวบ้านในแต่ละหมู่บ้านยังคงรักษาขนบธรรมเนียมแบบดั้งเดิมไว้ คือมีการสรงน้ำพระพุทธรูปทั้งที่วัดและพระพุทธรูปที่บ้าน และพระสงฆ์                 จากนั้นจะไปรดน้ำขอพรจากคนเฒ่าคนแก่ที่ตัวเองให้ความเคารพ พ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ ฯลฯ ในช่วงงานนี้ชาวบ้านที่ไปทำงานต่างถิ่นจะกลับบ้านเพื่อร่วมทำบุญและพบปะกับญาติพี่น้อง
หมายเหตุ : ปัจจุบันประเพณีนี้ยังปฏิบัติกันอยู่
                         
งานเทศกาลสงกรานต์บ้านกกทอง  วัดศรีชมภู  หมู่  3  ตำบลกกทอง  และที่บ้านห้วยกระทิง  วัดโพนสว่าง  หมู่  1  ตำบลกกทอง
เดือนหก-บุญบั้งไฟ
การทำบุญบั้งไฟเป็นงานสำคัญอีกงานของชาวบ้านตำบลกกทอง  โดยจัดกันก่อนฤดูทำนา ด้วยความเชื่อว่าเป็นการขอฝนเพื่อให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ข้าวกล้าในนาข้าวอุดมสมบูรณ์  ในงานจะมีการแห่บั้งไฟและจุดบั้งไฟ       เพราะเชื่อว่าเป็นการส่งสัญญาณขึ้นไปบอกพญาแถนให้ส่งน้ำฝนลงมา ระหว่างที่มีการจุดบั้งไฟชาวบ้านจะมีการเซิ้ง ซึ่งสนุกสนาน และมีการประลองบั้งไฟกันว่าบั้งไฟใครจะขึ้นสูงกว่ากัน ส่วนบั้งไฟใครที่จุดแล้วไม่ขึ้นจะมีการทำโทษด้วยการจับเจ้าของบั้งไฟไปโยนบ่อโคลน งานบุญบั้งไฟนี้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ประเพณีบุญเดือนหก”  ปัจจุบันนี้บุญบั้งไฟไม่มีการจุดบั้งไฟแล้วเพราะเกร็งว่าจะทำความเสียหายแก่บ้านเรือนและไร่นาของชาวบ้าน
หมายเหตุ : ปัจจุบันประเพณีนี้ยังปฏิบัติกันอยู่

10
งานประเพณีบุญเดือนหก - บุญบั้งไฟ
เดือนเจ็ด-บุญซำฮะ
ซำฮะ เป็นภาษาอีสาน หมายถึง การทำความสะอาด เหมือนกับคำภาษาไทยกลางว่า ชำระ ประเพณีนี้เป็นการทำบุญเพื่อชำระล้างสิ่งที่ไม่ดีเป็นเสนียดจัญไร อันจะทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ บ้านเมือง ซึ่งถือว่าเป็นการปัดเป่าความชั่วร้ายให้ออกจากหมู่บ้าน การทำบุญซำฮะนี้ชาวบ้านจะพากันเก็บกวาดบ้านเรือนให้เรียบร้อย เป็นการทำความสะอาดครั้งยิ่งใหญ่ในรอบปี สิ่งที่ไม่ดี ทั้งหลายให้ขจัดออกไป เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคนในหมู่บ้านมูลเหตุที่มีการทำบุญซำฮะเนื่องมาจากในสมัยพุทธกาลมีโรคห่า(อหิวาตกโรคระบาดมีผู้คนล้มตายกันเป็นจำนวนมาก พระพุทธเจ้าจึงได้เสด็จมาโปรดทำให้เกิดฝนห่าใหญ่มาชำระบ้านเมือง) มีการสวดปัดรังควานและประพรมน้ำมนต์ตามหมู่บ้านและชาวบ้านเพื่อเป็นสิริมงคลด้วย การจัดงานบุญนี้เพื่อเป็นการระลึกถึงผู้มีพระคุณในการที่จะทำให้บ้านเมืองสงบสุข
หมายเหตุ : ปัจจุบันประเพณีนี้ไม่มีการปฏิบัติแล้ว  
เดือนแปด-บุญเข้าพรรษา
การเข้าพรรษาเป็นกิจของพระภิกษุสามเณรที่จะต้องอยู่ประจำในวัดใดวัดหนึ่งตลอด3เดือน กำหนดเอาตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำเดือนแปด ถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 ห้ามมิให้พระภิกษุสามเณรไปพักแรมคืนที่อื่น เนื่องจากฤดูนี้เป็นฤดูแห่งการเกษตรกรรม การห้ามพระภิกษุสามเณรเดินทางด้วยเหตุผลส่วนหนึ่งอาจมาจากการไม่ต้องการให้พระภิกษุสามเณรไปเยียบย่ำพืชผลที่ชาวบ้านได้เพาะปลูกไว้ การทำบุญเข้าพรรษาเป็นประเพณีทางศาสนาโดยตรง  ในพิธีจะมีการทำบุญตักบาตรถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสามเณร มีการฟังธรรมเทศนา ชาวบ้านจะหล่อเทียนใหญ่ไว้ถวายเป็นพุทธบูชา และจะเก็บไว้ตลอดพรรษาการทำเทียนถวายวัด ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษานี้มีความเชื่อแต่โบราณว่า หากใครทำเทียนไปถวายวัดเมื่อเกิดชาติใหม่ผู้นั้นจะได้เสวยสุขในสวรรค์ อานิสงส์ของการถวายเทียนนั้นหากมิได้ขึ้นสวรรค์แต่เกิดบนโลกมนุษย์ ผู้นั้นจะมีความเฉลียวฉลาด มีสติปัญญาไหวพริบเลิศเลอ ประดุจแสงเทียนอันสว่างไสว
หมายเหตุ : ปัจจุบันประเพณีนี้ยังปฏิบัติกันอยู่

เดือนเก้า-บุญข้าวประดับดิน
บุญข้าวประดับดินเป็นการทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งจะจัดขึ้นวันแรม 14 ค่ำเดือน 9 ชาวบ้านจะพากันทำข้าวปลาอาหารคาวหวาน และข้าวต้มมัดพร้อมหมากพลูที่ห่อใส่ใบตองแล้วนำไปวางไว้ที่โคนต้นไม้ในบริเวณวัดและรอบๆ บ้าน  (ที่เรียกว่าข้าวประดับดินคงเป็นเพราะเอาห่อข้าวและเครื่องเคียงไปวางไว้บนดิน) เพื่อให้ญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้วหรือผีบ้านผีเรือนมากิน เพราะเชื่อว่าในช่วงเดือนเก้านี้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วจะได้รับการปลดปล่อยให้ออกมาท่องเที่ยวได้ ในพิธีบุญข้าวประดับดินชาวบ้านจะวางข้าวประดับดินไว้ พร้อมจุดเทียน      บอกกล่าว (บางคนก็จะร้องบอกเฉยๆ) ให้มารับเอาอาหารและผลบุญนี้จากนั้นชาวบ้านจะนำเอาอาหารและสิ่งของไปทำบุญตักบาตรถวายทานแด่พระภิกษุ สามเณร ในพิธีจะมีการสมาทานศีลฟังเทศน์และกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
หมายเหตุ : ปัจจุบันประเพณีนี้ยังปฏิบัติกันอยู่

เดือนสิบ-บุญข้าวสากหรือบุญสลากภัตร
เป็นการทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตาย โดยจะมีการทำสลากให้พระจับเพื่อที่จะได้ถวายของตามสลากนั้นเป็นการทำบุญที่ต่อเนื่องจากพิธีบุญข้าวประดับดินในเดือน 9 เพราะถือว่าเป็นการส่งเปรต ที่ล่วงลับไปแล้ว ที่ได้ออกมาท่องเที่ยวให้กลับสู่แดนของตนในเดือน 10 นี้ ชาวบ้านจะนำข้าวปลาอาหารและสิ่งของไปทำบุญที่วัดในตอนเช้า โดยนำห่อข้าวสาก (เหมือนกับห่อข้าวประดับดิน) ไปวางไว้บริเวณวัดพร้อมจุดเทียนและบอกให้ญาติมิตร    ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วมารับอาหารและผลบุญที่อุทิศให้  มีการฟังเทศน์ฉลองข้าวสากและกรวดน้ำไปให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ชาวบ้านจะนำเอาข้าวสากที่พระสวดเสร็จแล้ว  กลับไปที่บ้านด้วยโดยเอาไปวางไว้ตามทุ่งนาและรอบๆบ้านเพื่อให้ผีบ้านผีเรือน เจ้าที่เจ้าทางหรือผีที่ไร้ญาติขาดมิตรได้มารับส่วนบุญ
หมายเหตุ : ปัจจุบันประเพณีนี้ยังปฏิบัติกันอยู่งานบุญข้าวสากและห่อข้าวสาก

เดือนสิบเอ็ด-บุญออกพรรษา
บุญออกพรรษาจัดทำในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เป็นการทำบุญที่สืบเนื่องมาจากบุญเข้าพรรษาในเดือน 8       ที่พระภิกษุสามเณรได้เข้าพรรษา เป็นเวลานานถึง 3 เดือน ดังนั้นในวันที่ครบกำหนด พระภิกษุสามเณรเหล่านั้นจะมารวมกันทำพิธีออกวัสสาปวารณา คือเปิดโอกาสให้มีการว่ากล่าวตักเตือนกันได้ วันนี้จะเป็นวันที่พระภิกษุสามเณรจะได้มีโอกาสมาชุมนุมกันอย่างพร้อมเพรียงที่วัด ซึ่งชาวบ้านถือว่าเป็นวันสำคัญ และเป็นระยะที่ชาวบ้านหมดภาระในการทำไร่ทำนา  อากาศในช่วงนี้จะเย็นสบายจึงถือโอกาสมาร่วมกันทำบุญ มีการตักบาตรถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ รับศีลสวดมนต์ฟังเทศน์และถวายผ้าจำนำพรรษา ตอนค่ำจะมีการจุดประทีปโคมไฟในบริเวณวัดและหน้าบ้าน บางหมู่บ้านจะมีการถวายปราสาทผึ้ง หรือต้นผาสาดเผิ้ง (สำเนียงอีสาน) เพื่อเป็นพุทธบูชา
หมายเหตุ : ปัจจุบันประเพณีนี้ยังปฏิบัติกันอยู่
 

เดือนสิบสอง-บุญกฐิน
บุญกฐินเป็นการถวายผ้าจีวรแด่พระสงฆ์ซึ่งจำพรรษาแล้ว เริ่มตั้งแต่ วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 จนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12  มูลเหตุที่มีการทำบุญกฐินนั้นมีเรื่องเล่าว่า มีพระภิกษุจำนวนหนึ่ง ได้เดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า โดยระหว่างการเดินทางนั้นเป็นช่วงฝนตก และระยะทางไกลจึงทำให้ผ้าจีวรของพระภิกษุเหล่านั้นเปียกน้ำเปรอะเปื้อนโคลน ไม่สามารถหาผ้าผลัดเปลี่ยนได้พระพุทธเจ้าได้เห็นถึงความยากลำบากนั้น จึงมีพุทธบัญญัติให้ภิกษุแสวงหาผ้าและรับผ้ากฐินได้ตามกำหนด ชาวบ้านจึงได้จัดผ้าจีวรนำมาถวายพระภิกษุในช่วงเวลาดังกล่าวจนกลายเป็นประเพณีทำบุญกฐินมาจวบจนปัจจุบัน ก่อนการทำบุญกฐินเจ้าภาพจะต้องจองวัดและกำหนดวันทอดกฐินล่วงหน้า มีการเตรียมผ้าไตรจีวรพร้อมเครื่องอัฐบริขารและเครื่องไทยทาน มีการบอกบุญแก่ญาติมิตร ตอนเช้าในพิธีจะแห่ขบวนกฐินเพื่อนำไปทอดที่วัดและแห่กฐินเวียนประทักษิณ 3 รอบจึงทำพิธี ถวายผ้ากฐิน นอกจากนี้อาจมีการทำบุญจุลกฐิน (กฐินแล่นซึ่งเป็นการทำผ้าไตรจีวรจากปุยฝ้ายแล้วนำไปทอดให้เสร็จ ภายใน24ชั่วโมงนับแต่เวลาเริ่มทำเพราะเชื่อว่าจะได้บุญมาก) ชาวบ้านที่ไปทำมาหากินต่างถิ่น มักจะรวมตัวกันตั้งกองกฐินเพื่อนำกลับไปถวายที่วัดในหมู่บ้านตนเอง ซึ่งนอกจากจะเป็นการทำบุญแล้ว ยังได้กลับไปเยี่ยมครอบครัวและญาติมิตรด้วย 
หมายเหตุ : ปัจจุบันประเพณีนี้ไม่มีการปฏิบัติแล้ว  

คลองสิบสี่ คลองสิบสี่  หมายถึงครองธรรม  14  อย่างเป็นกรอบหรือแนวทางที่ใช้ปฏิบัติระหว่างกันของผู้ปกครองกับผู้ใต้ปกครองพระสงฆ์และระหว่างบุคคลทั่วไปเพื่อความสงบสุขร่มเย็นของบ้านเมือง คลองสิบสี่มีหลายแบบหลายประเภท พอจะยกตัวอย่างได้ดังนี้ 
คลองสิบสี่แบบที่ 1   กล่าวถึงผู้เกี่ยวข้องกับครอบครัวในสังคมตลอดจนผู้มี่หน้าที่ปกครองบ้านเมือง
คลองสิบสี่แบบที่ 2   กล่าวถึงหลักการที่พระมหากษัตริย์ทรงปฏิบัติในการปกคลองบ้านเมืองและข้อที่ประชาชนควรปฏิบัติต่อพระมหากษัตริย์  และจารีตประเพณีที่พึงปฏิบัติให้บ้านเมืองสงบสุข  คลองสิบสี่แบบที่ 3   กล่าวถึงธรรมที่พระราชาพึงยึดถือปฏิบัติและเน้นหนักให้ประชาชนปฏิบัติตามจารีตประเพณีและข้อที่คนในครอบครัวพึงปฏิบัติต่อกันคลองสิบสี่แบบที่ 4   กล่าวถึงไปแนวทางฮีตบ้านคลองเมืองคือการดำเนินการปกครองบ้านเมืองเพื่อให้บ้านเมืองอยู่เป็นสุขและปฏิบัติตามประเพณีคลองสิบสี่สำหรับพระสงฆ์  คลองสิบสี่สำหรับนักปกครองคลองสิบสี่สำหรับ ประชาชนเพิ่มเติมคลอง(ครรลอง) คือแบบแผนหรือแนวทางดำเนินชีวิตคล้ายๆ กับคำฝรั่งหนึ่งว่า" Way of life "แต่คลองในที่นี้มุ่งไปทางศีลธรรมประเพณีที่ถูกผิดมากกว่าด้านอาชีพ  เห็นจะตรงกับภาคกลางว่าทำนองคลองธรรมเช่น ว่าถ้าทำไม่ถูกผู้ใหญ่ท่านจะเตือนว่า"เฮ็ดบ่แม่นคอง"หรือว่า "เฮ็ดให้ถือฮีตถือคอง" เป็นต้น  ฉบับของท ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง จัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล 2542

จำนวนผู้เข้าชม 175 ครั้ง